บ่อเกลือโบราณ จ.น่าน นี่คือรสเค็มที่บ่มมา 200 ล้านปี!!

ไปเที่ยวเมืองน่าน นอกจากจะไปไหว้พระ ไปดูภาพเขียนที่วัดภูมินทร์ หรือเดินชิลบนถนนคนเดินแล้ว มีอีกหนึ่งสถานที่ที่อยากจะแนะนำให้ไปเที่ยว Journey กัน นั่นคือ “บ่อเกลือโบราณ” ที่บ้านบ่อหลวง เพราะบ่อเกลือที่นี่มีอายุยาวนานกว่า 200 ล้านปีเลยทีเดียว

เส้นทางระหว่างไปบ่อเกลือในตอนเช้า อากาศดีมากๆ

สำหรับบ่อเกลือโบราณบ้านบ่อหลวง ตั้งอยู่บ้านบ่อหลวง หมู่1 ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน ห่างจากที่ว่าการอำเภอบ่อเกลืออยู่ราว 600 เมตร และห่างจากตัวเมือง 90 กิโลเมตร หากขับรถจากตัวเมืองน่าน เอาเป็นว่าตั้งต้นจากวัดภูมินทร์ ให้ขับรถมาทางถนนมหาวงศ์ ข้ามแม่น้ำน่าน แล้วขับต่อเนื่องบนถนนหมายเลข 1169 ราว 40 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาขึ้นถนนหมายเลข 1081 ลัดเลาะไปตามแนวเขาอีกประมาณ 50 กิโลเมตร จะเห็นป้ายบอกทางไปบ้านบ่อเกลือ หรือจะค้นหาจาก google map ด้วยคำว่า “บ่อเกลือสินเธาว์ บ้านบ่อเกลือ” แล้วให้แผนที่นำทางไปได้เช่นกัน ไม่หลงแน่นอน

ด้านหน้าของบ่อเกลือโบราณ 

จากข้อมูลศึกษาเพิ่มเติมและจากที่ว่าการอำเภอบ่อเกลือ ได้เรื่องว่าบ่อเกลือโบราณ บ้านบ่อหลวง มีหลักฐานทางธรณีวิทยาและมีการสันนิษฐานเอาไว้ว่าบริเวณแห่งนี้มีการตกตะกอนของน้ำทะเลในยุคเพอร์เนียน (Permian) ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายในมหายุคพาลีโอโซอิก (Paleozoic Era) (ระหว่าง 250-299 ล้านปีมาแล้ว) ซึ่งน่าจะมีชั้นเกลือหินใต้ดินหรือเป็นโดมเกลือหินอยู่ในบริเวณนี้ และอาจจะบังเอิญขุดไปเจอบ่อน้ำที่มีรสชาติเค็มผุดออกมาจากใต้ดิน จนทำให้เกิดการผลิตเกลือจากบ่อน้ำเค็มบริเวณนี้ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่บ่อเท่านั้น และบ่อน้ำเค็มนี้ยังคงมีน้ำผุดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งไม่เคยเหือดแห้งลงไปเลย นับว่าเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์จริงๆ

ปากบ่อเกลือ จะเห็นว่ามีน้ำอยู่ภายในบ่อลึก แต่เดิมบ่อนี้จะกั้นด้วยไม้ ปัจจุบันเพื่อความแข็งแรงจึงเป็นซีเมนต์

อำเภอบ่อเกลือ เดิมนั้นมีชื่อว่า “เมืองบ่อ” ซึ่งก็น่าจะหมายถึงบ่อน้ำเกลือสินเธาว์ที่เดิมมีอยู่ 9 บ่อ แต่เดิมเป็นชุมชนขนาดใหญ่และมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์พงศาวดารเมืองน่าน ที่ระบุว่า พระเจ้าสุริยพงษผริตเดช (เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 63 แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์และเป็นต้นราชสกุล ณ น่าน) ได้แต่งรวบรวมขึ้นไว้ มีข้อความกล่าวถึงแหล่งผลิตเกลือที่สำคัญแห่งนี้เอาไว้ เป็นสาเหตุทำให้พระเจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ (กษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังราย องค์ที่ 6 พระนามเดิมคือ เจ้าลก ซึ่งคำว่า ลก ในภาษาไทเดิม หมายความว่า อันดับที่6) ยกทัพเข้ามาตียึดเมืองน่าน เมื่อ พ.ศ.1993 …

ตรงนี้อาจจะสงสัยว่าทำไมต้องมาตีเมืองเพราะ เกลือ คำตอบคือ ในยุคสงคราม เกลือถือเป็นยุทธปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ ซึ่งจะนำเกลือไปปรุงอาหาร, ถนอมอาหาร รวมถึงนำไปเป็นส่วนผสมสำหรับทำยารักษาโรคอีกด้วย ซึ่งในยุคโบราณถือว่าใครที่ได้ครอบครองแผ่นดินที่มีเกลือ นั่นหมายถึง อำนาจ ที่สามารถเอาชนะข้าศึกและครอบครองอาณาจักรได้

เตาต้มเกลือสร้างขึ้นด้วยดิน

สำหรับการผลิตเกลือที่บ้านบ่อหลวงนั้น ยังไม่แน่ชัดว่ามีการผลิตกันมาตั้งแต่สมัยไหน แต่มีหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ เช่น เครื่องถ้วย, ศิลาจารึก, พระพุทธรูป ที่ช่วยยืนยันว่าชุมชนที่ผลิตเกลือที่บ้านบ่อหลวงมีความเจริญรุ่งเรือง คาดว่าน่าจะเป็นช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ซึ่งหลังจากนั้นไม่แน่ชัดว่ามีชุมชนที่ผลิตเกลือต่อมาหรือไม่ เนื่องจากบ้านเมืองในล้านนากำลังวุ่นวาย เพราะอยู่ภายใต้อำนาจของพม่าและไม่พบหลักฐานทางโบราณคดีอื่นๆ ยืนยันที่ชัดเจน มีเพียงข้อมูลทางชาติพันธ์และประวัติศาสตร์บอกเล่า ที่สันนิษฐานได้ว่าเกิดชุมชนในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 24 และกลุ่มชุมชนเหล่านี้เป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านบ่อหลวงในปัจจุบัน ซึ่งน่าจะเป็นชาวไทลื้อที่อพยพมาจากเมืองบ่อแฮ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของสิบสองปันนา

เมื่อปี พ.ศ.2475 บ้านบ่อเกลือสามารถผลิตเกลือสินเธาว์ได้มากถึงปีละ 1,500 หาบ การผลิตเกลือที่บ้านบ่อหลวงแห่งนี้เริ่มจากการตักน้ำเกลือจากบ่อแล้วนำมาต้มในโรงต้มที่ต้องปิดทึบทั้ง 4 ด้าน เพื่อกันลมเป็นการประหยัดเชื้อเพลิงและทำให้เม็ดเกลือเล็กละเอียด ส่วนเตาที่ใช้เป็นเตาดินที่ทำจากดินดิบหรือดินเหนียว ก่อเป็นรูปเตา มีช่องใส่ฟืนด้านหน้า มีรูระบายควันและความร้อน 2 ช่องด้านหลัง สามารถวางกระทะต้มเกลือได้ 2 กระทะ

โดยกระทะที่ใช้เป็นกระทะเหล็กไม่มีหูจับ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 85 เซนติเมตร การต้มเกลือ 1 กระทะต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง จะได้เกลือกระทะละ 15 กิโลกรัม รวมเป็น 30 กิโลกรัมต่อการต้ม 1 ครั้ง และการต้มเกลือจะต้องต้มทั้งกลางวันและกลางคืนรวม 5 คืน 6 วัน ต่อหนึ่งกระทะ แล้วจึงล้างกระทะพักเตา เพราะถ้าต้มนานกว่านี้จะทำให้กระทะและเตาแตกได้ ซึ่งเชื้อเพลิงจากไม้ฟืนเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องใส่ฟืนเอาไว้ตลอด ทำให้จำเป็นต้องจ้างคนชักลากฟืนไว้ให้เพียงพอสำหรับการต้นในครั้งหนึ่งๆ

การต้มเกลือต้องเติมไฟไม่ให้ขาด และต้องใช้เชื้อเพลิงจากไม้เท่านั้น

พ่ออุ้ยอายุกว่า 80 ปี ที่ต้มเกลือที่บ่อเกลือโบราณแห่งนี้ ได้เล่าว่า “เกิดมาก็เห็นบ่อเกลือแห่งนี้แล้ว และน้ำในบ่อไม่เคยแห้ง เมื่อก่อนมีการแย่งน้ำจากบ่อจนเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทกัน แต่ตอนหลังรัฐเข้ามาจัดสรรและได้สิทธิ์ต้มเกลือจากบ่อตรงนี้ด้วย บ่อเกลือนี้ถือว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องติดป้ายเตือนนักท่องเที่ยวให้เข้าไปยุ่งกับปากบ่อ แต่สามารถยืนดูตรงจุดที่กำหนดเอาไว้ได้

เวลาที่จะต้มเกลือก็ต้องตักน้ำจากบ่อเกลือมาพักไว้ที่บ่อพักข้างๆ เตาต้มเกลือ พักเอาไว้1 คืน ก่อนที่จะตักมาต้มในกระทะ ถ้าอยากจะได้เกลือต้องต้มน้ำเกลือจนแห้ง ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง แต่ถ้าอยากได้เกลือที่เรียกว่า “ดอกเกลือ” หรือ “เกสรเกลือ” ต้องเบาไฟแล้วทิ้งเอาไว้ จะเห็นผลึกเกลือที่ลอยตัวจับขึ้นมาเป็นแผง ตรงนี้ล่ะคือดอกเกลือ ซึ่งจะเป็นเม็ดละเอียดเป็นเกล็ดและมีรสเค็มที่ต่างออกไป แต่เกลือที่นี่ไม่มีไอโอดีนเหมือนเกลือทะเล ทำให้ต้องเติมสารไอโอดีนเข้าไปด้วยก่อนที่จะแพ็คขาย เมื่อก่อนมีการผลิตเกลือมาก ก็มีการแย่งชิงกัน แต่ตอนนี้มีเท่าที่เห็นและมีคนสืบทอดการต้มเกลือน้อยลง แล้วคนก็บริโภคเกลือทะเลมากขึ้น เพราะหาซื้อง่าย”

น้ำจากบ่อเกลือที่ตักมาพักเอาไว้ เค็มแบบที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ดอกเกลือที่ถูกตักออกมาพักให้สะเด็ดน้ำ

จากที่ Humanroadjourney เดินสำรวจไปทั่วบ่อก็พบว่าที่ผิวดินจะเห็นเป็นคราบเกลือขึ้นด้วยเหมือนกัน เลยถามพ่ออุ้ยว่า “ถ้าเอาน้ำเกลือจากบ่อมาตากแดดเหมือนที่ทำเกลือทะเลจะได้เกลือหรือไม่” คำตอบคือ “ไม่ได้” เพราะเกลือจากบ่อเกลือต้องต้มเท่านั้นจึงจะออกมาเป็นผลึกเกลือได้ ถ้าตากแดดจะไม่ได้เป็นผลึกและจะระเหยไปจนหมด..ถือว่าเป็นความรู้ใหม่และควรค่ากับการJourney จริงๆ

ผลึกเกลือที่ถูกต้มและระเหยขึ้นมาจับตัวกันเป็นแผ่น

เมื่อลองชิมน้ำที่พักไว้ในบ่อ ผลคือมีความเค็มมากๆ และเค็มไม่เหมือนน้ำทะเล เป็นความเค็มที่มีความควบแน่น (ถ้าคนดื่มไวน์ก็จะบอกว่าเป็นฟูลบอดี้อะไรแบบนั้น) และนี่คือเรื่องราวของ “บ่อเกลือโบราณ” ใน จ.น่าน ที่อยากจะแนะนำให้ลองไปเที่ยวดูสักครั้ง และอุดหนุนเกลือสินเธาว์แท้ๆ ในราคาที่ถูกมากๆ จะได้เป็นการสนับสนุนชุมชนอีกทางหนึ่ง…ผมเองก็เหมามาหลายถุงอยู่เหมือนกัน.

ผลึกเกลือที่เรียกว่า ดอกเกลือ สีขาวใสสะอาดตามากๆ

ปล.เกลือในโลกนี้มีอยู่ 2 ชนิด คือ เกลือสมุทรหรือเกลือทะเล และ เกลือสินเธาว์ นิยมนำมาปรุงอาหารเป็นหลัก เพราะมีส่วนผสมของสารไอโอดีนที่เป็นสาระสำคัญของร่างกาย เกลือสมุทรจะมีความเข้มข้มหรือความเค็มที่น้อยกว่าเกลือสินเธาว์

เกลือที่ต้มจากบ่อเกลือโบราณ บรรจุถุงพร้อมจำหน่าย

ราคาถุงละ 20 บาท (รูปบน เกลือผสมไอโอดีน) และ 10 บาท (รูปล่าง ดอกเกลือ)

 

 

 

เรื่อง/ภาพ: Buddhi Humanroad

ข้อมูลโดย: Humanroadjourney
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์และท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ได้ที่ www.humanroadjourney.com