มาเจอ..สองล้อท้าโลกกว้างขี่รถเล็กเที่ยวภาคเหนือ

เมื่อช่วงวันเด็กที่ผ่านมา ตัวผู้เขียน ครอบครัว และพี่น้องผองเพื่อน ได้เดินทางไปมอบของขวัญให้กับเด็กๆ ที่โรงเรียนบ้านสะปัน อ.บ่อเกลือ จ.น่าน โดยมีรถยนต์ซูซูกิ เออติก้า, เมอร์เซเดส-เบนซ์ วีโต้ และเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ เป็นพาหนะที่ค่ายรถได้สนับสนุนให้บรรทุกของไปเต็มคัน เพื่อเดินทางจากกรุงเทพไปยัง จ.น่าน แต่มีเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เดินทางไปสมทบ ด้วยการขี่มอเตอร์ไซค์คันเล็กๆ ไปรวมกับคณะเดินทางของเราในครั้งนี้…และนี่คือเรื่องราวของเขา “ต้า สโลว์ไลฟ์”

tar_slow_life_09

สวัสดีครับ…แฟนๆ Humanroadjourney ผม “ต้า สโลว์ไลฟ์” ครับ..วันนี้ผมอยากแชร์ประสบการณ์ในการขี่รถเที่ยวด้วยรถมอไซค์เล็กในแบบของผมครับ….^^

เมื่อผมพูดออกไปว่าจะขี่รถเล็กเที่ยวภาคเหนือ มีคำถามตามมาทันทีว่า ทำไมเอารถเล็กไป? มันจะไปได้หรอ? จะขึ้นเขาไม่ไหวเอานะ? บิ๊กไบค์ก็มีทำไมไม่ขี่ไปล่ะ? และคำถามอื่นๆอีกมากมาย มันยิ่งทำให้จุดประกายในการไปขี่ครั้งนี้ของผมเป็นอย่างมาก แล้วพลันคิดในใจว่า “ทำไมว่ะ ทำไมจะขี่ไปไม่ได้ ทำไมต้องขี่แต่บิ๊กไบค์ บิ๊กไบค์ไปได้ ทำไมรถเล็กแบบนี้จะไปไม่ได้” ซึ่งมันทำให้ผมนึกเปรียบเทียบว่า เวลาเราเขียนหรือจดอะไรสักอย่าง เราจะนึกถึงปากกาก่อนทุกครั้ง แต่ทำไมไม่นึกถึงดินสอบ้าง ซึ่งมันเขียนได้เหมือนกัน ทั้งที่ตอนเด็กๆ เราก็ใช้ดินสอไว้ขีดๆ เขียนๆ ด้วยกันทั้งนั้น

“หลักๆผมว่ามันไม่ได้อยู่ที่รถทั้งหมดหรอกครับ มันอยู่ที่ใจมากกว่า….”

ถามว่าผมมีเหตุผลอะไรในการเดินทางครั้งนี้โดยใช้รถเล็ก ก่อนอื่นต้องบอกว่าช่วงปีใหม่ผมไม่ได้ไปเที่ยวไหน เพราะทั้งรถทั้งคนเยอะมาก ก็เลยมีความคิดที่จะขี่เที่ยวหลังปีใหม่ โจทย์ต่อไปคือ แล้วจะเดินทางด้วยอะไร ตอบโดยไม่คิดเลยก็ต้องเป็นรถมอเตอร์ไซค์ แต่คำถามคือคันไหนดีล่ะ? บวกกับมาดูจากสถานที่ที่จะไปรวมกัน หวยก็มาออกที่รถนูโวนั้นเอง

tar_slow_life_04

แล้วทำไมต้องเป็นเจ้า “นูโว” ล่ะ…

เหตุผลแรก เจ้านูโวมีทั้งกล่องหลังและยูบ็อกค่อนข้างใหญ่ มีตะกร้าหน้า ขนของได้เยอะพอสมควร

เหตุผลที่สอง สถานที่จะไปบางเส้นทางถนนไม่ดี ขรุขระ แคบ รถเล็กแบบนี้น่าจะไม่มีปัญหา แต่ก็คิดต่อไปอีกว่า เฮ้ย…! มันมีขึ้นลงเขาด้วย ซึ่งนั่นเป็นอุปสรรคกับเจ้านูโวพอสมควรเพราะเป็นรถสายพาน

เหตุผลข้อต่อมา ผมว่าจะไปเที่ยวซักหนึ่งสัปดาห์ บวกกับช่วงที่จะไปตรงกับวันเด็กพอดี ซึ่งมีพี่ๆ ที่รู้จัก บังเอิญไปบริจาคของที่โรงเรียนบ้านสะบัน จ.น่าน ดันตรงกับเส้นทางที่ผมจะไปพอดี

เหตุผลอีกข้อก็คือ ค่าใช้จ่ายในการเดินทางน่าจะไม่มาก จะมีค่าน้ำมันเป็นหลัก รองลงมาคือค่าอาหารและค่าที่พัก

และเหตุผลข้อสุดท้าย คือ อยากไปก็เท่านั้นเอง 555

tar_slow_life

แล้วถามต่อต้องเตรียมตัวยังไง เอาอะไรไปบ้าง?

การเตรียมตัวผมแยกเป็นสี่ปัจจัยนะครับ

อย่างแรก คือ เตรียมร่างกายเราก่อนเลยครับ เพราะถ้าร่างกายไม่ดีหรือไม่สบายก็เป็นอุปสรรคในการเดินทางอย่างแน่นอน

อย่างที่สอง คือ ความพร้อมของพาหนะหรือรถที่ขี่ไป รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ ที่ปะยาง ผ้าเบรกสำรอง สายพานสำรอง เครื่องมือประแจ ไขควง ถังน้ำมันสำรอง ที่ชาร์คมือถือ

อย่างที่สาม คือ อุปกรณ์ยังชีพและอำนวยความสะดวก เช่น เพาเวอร์แบงค์ เตาแก็สสนาม ไฟสนาม เต้นท์ ผ้าใบ เสื้อผ้า เสื้อกันฝน ประมาณนี้

อย่างสุดท้าย ขาดไม่ได้เลย คือ เงิน 555
tar_slow_life_10

แล้วก็มาถึงวันเดินทาง ผมตื่นมาตอนตีสี่ครึ่ง อาบน้ำ แต่งตัวเสร็จเกือบตีห้า กำลังจะเข็นรถออกนอกบ้าน ดันเจออุปสรรคแต่เช้าเลยครับ คุณพระคุณเจ้า! ฝนตก! (ถือซะว่าเป็นน้ำมันต์จากฟ้าก็แล้วกัน) แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรมากสำหรับนักเดินทางอย่างผม ผมรีบสตาร์ทเครื่องปลุกเจ้านูโว เพื่ออุ่นเครื่องให้ร้อนซึ่งทำเป็นประจำอยู่แล้ว ระหว่างนั้นก็ใส่เสื้อกันฝนลายพรางสีเขียวตัวโปรด (จริงๆ ก็มีอยู่ตัวเดียวนั่นแหละ 555) ใส่เสื้อสะท้อนแสงทับ หยิบหมวกกันน็อคมาสวมใส่เสร็จก็ล็อคประตูบ้าน รีบวิ่งมาขี่รถคู่กายแล้วออกเดินทางทันที เพราะกลัวว่ารถจะติด

ผมขี่ออกจากบ้านย่านคู้บอน วิ่งขนานทางพิเศษหมายเลข 9 หรือถนนเลียบวงแหวนรามอินทรา ซึ่งทางก็มืดบวกกับฝนตกด้วย เลยเปิดไฟที่ติดตั้งมาเพิ่มเพื่อช่วยเพิ่มการมองเห็นของตัวผมเองและรถที่สวนมาก็จะได้เห็นผมด้วย ขี่มาจนถึงเส้น 305 รังสิต-นครนายก รถเริ่มติดบ้างแล้ว ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการขี่เพราะพื้นถนนลื่น รถก็เยอะ โดยเฉพาะเลนซ้ายจะขี่ลำบากหน่อย

พอหลุดมาจนถึงตรงสะพานข้ามหน้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตได้ ก็ไปได้เรื่อยๆ เลยครับ วิ่งไปตามทางหลวงหมายเลข 1 จนไปถึงทางออกไปถนนสายเอเชียหรือทางหลวงหมายเลข 32 ขี่ผ่านอยุธยา อ่างทอง พอมาถึงสิงห์บุรี ฝนเริ่มซาบ้างแล้ว และบวกกับน้ำมันใกล้จะหมดแล้ว เลยเติมน้ำมันอย่างเดียว เติมไป 120 บาท แต่เนื่องจากสัมภาระเยอะ จะเสียเวลาต้องมารัดของใหม่เมื่อเติมน้ำมันทุกครั้ง รัดของเสร็จผมก้มลงดูนาฬิกาข้อมือ เกือบเก้าโมงแล้ว ก็โฟสเฟสบุ๊คแรกของวันที่นี่ซะเลย 555 ชีวิตติดโซเชียล^^

หลังจากนั้นขี่ต่อไปจนถึงอินทร์บุรี แวะปั้มอีกรอบเพราะเริ่มหิวล่ะ ซื้อขนมปังกับกาแฟและน้ำเปล่าอีกหนึ่งขวด จากนั้นไปกันต่อ.. ขี่ออกจากปั้มปตท.อินทร์บุรีไม่ไกล จะเจอป้ายบอกทางไปทางหลวงหมายเลข 11 ผมเลือกที่จะไปทางเส้นนี้เพราะอะไร เดี๋ยวได้รู้กัน

tar_slow_life_05

เส้นที่ผมเลือกมานี้จะเป็นถนนสองเลนสวนนะครับ แต่มีไหล่ทางให้มอเตอร์ไซค์วิ่งเลาะไปได้ รถไม่ค่อยเยอะ แต่วิ่งกันเร็วเพราะถนนโล่ง บางครั้งรถเลนสวนจะแซงสวนมา ก็ต้องหลบให้พวกพี่ๆ เค้าแหละครับ อีกอย่างเส้นนี้รถบรรทุกจะเจอตลอดทางครับ แต่ทำไมเลือกมาเส้นนี้ นั่นเพราะวิวทิวทัศน์สองข้างทางไงครับ มีภูเขา ทุ่งทานตะวันสวยๆ เลยแวะถ่ายรูปตลอดทางเลย ขี่จนมาถึงแยกตากฟ้า นึกขึ้นได้มีเพื่อนโชว์ในเฟสว่า มีทุ่งปอเทืองแถวนี้บวกกับมีป้ายบอกทางไปด้วย เลี้ยวขวาซิครับรออะไร ขี่จากแยกไปประมาณ 6 กิโลเมตร มีป้ายให้เลี้ยวซ้ายไปทุ่งปอเทืองไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร

โอ้โฮ!! สวยอ่ะ ชอบๆ ต้องถ่ายรูป มีผมกับรถและบรรยากาศสวยๆ แบบนี้ฟินเลยครับ ดอกปอเทืองสีเหลืองข้างหลังเป็นภูเขาเล็กๆ รถผมสีน้ำเงินมันช่างสวยเข้ากันอะไรอย่างนี้ อย่างนี้ต้องขึ้นเฟสโชว์ 555

tar_slow_life_07

ชื่นชมความงามได้ซักสิบนาทีต้องจากลากันแล้ว เพราะปลายทางยังอีกไกลและฝนทำท่าจะตกอีกแล้ว ก็เลยต้องตัดใจเดินทางต่อ ขี่ไปเรื่อยๆ สังเกตดูเส้นนี้ไม่ค่อยมีปั้มเลย ไปเจอปั้มอีกทีแถวไพศาลี นครสวรรค์ ซึ่งเป็นปั้มใหม่มาก ดูเข็มวัดน้ำมันอยู่ที่ครึ่งถังเลยตัดสินใจเติมน้ำมันเอาไว้ก่อนเพื่อความสบายใจ ครั้งนี้เติมไป 80 บาท

ขี่ต่อไปจนถึงพิจิตร ฝนตกหนักมาก มองไม่เห็นทาง ต้องแวะหลบฝนเพราะกลัวสัมภาระจะเปียก เลยต้องเอาผ้าใบมาคลุมแล้วรัดสายใหม่ พอฝนเริ่มเบาลงก็ไปต่อ เดินทางใกล้จะถึงเนินมะปรางมีปัญหามาทดสอบผมอีกแล้ว รถมีอาการไม่ค่อยดี ท้ายรถส่ายๆ จะเลยจอดข้างทางดู ปรากฏว่ามีตะปูทิ่มกลางยางล้อหลัง รั่วแน่ๆ ดีนะที่ผมเตรียมความพร้อมมาดีเลยไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เนื่องจากยางรถผมใช้แบบไม่มียางใน และอุปกรณ์ที่เตรียมมาก็มีคีม ชุดปะยาง ปั้มลมไฟฟ้า ผมจึงสามารถผ่านอุปสรรคแบบไม่ต้องกังวลอะไร ถ้าไม่มีซิน่าคิด

tar_slow_life_06

พอใกล้จะถึงแยกสากเหล็ก ได้เวลาแวะเติมน้ำมันอีกรอบ 80 บาท แล้วรีบเดินทางต่อทันที เพราะฟ้ายังครื้มฝนอาจจะตกมาอีกได้ ถึงตรงนี้ก็ไม่ไกลแล้ว ปลายทางผมอยู่ที่บ้านรักไทย แต่ก่อนไปบ้านรักไทย แวะไปบ้านมุงก่อน เพื่อไปถ่ายรูปกับแลนด์มาร์คของเนินมะปราง เส้นที่ขี่ไปคือทางหลวงชนบทหมายเลข 1115 ขี่ไปเรื่อยๆ ก็จะมีป้ายบอกครับ จากนั้นขี่ย้อนมาที่ทางเดิมถึงสามแยกเลี้ยวขวา ไปทางหลวงชนบท 1295 เส้นทางนี้สามารถไปออกอำเภอวังทองได้ ขี่ไปเรื่อยมาเจอทางเข้าตรงบ้านน้ำปาด ขี่เข้าไปทางเริ่มขึ้นเขา เริ่มชัน ชันมากๆ อุปสรรคที่ผมกลัวมันอีกแล้ว เพราะรถสายพานไม่มีเกียร์บวกกับสัมภาระกับคนขี่ร่วมร้อยกว่าโล ไหนจะฝนตกอีก ถนนไม่ต้องพูดถึงลื่นมากๆ

tar_slow_life_08

โฮ… เกือบไม่รอดแต่ก็ผ่านมันมาได้ พอถึงบนเขาจะพบกับหมู่บ้านรักไทย พุ่งไปถามชาวบ้านว่าจะไปจุดชมวิวที่ถ่ายรูปสวยๆ อยู่ตรงไหน แล้วและก็มาถึงแต่เสียดายไม่สามารถพักที่บ้านสวนชมวิวได้ เนื่องจากเจ้าของไปโรงพยาบาลเพราะเตรียมตัวคลอดลูก ไม่มีใครมาดูแลเรื่องห้องพักให้ผมได้ เลยไม่สามารถเข้าพักได้ แต่ผมขอเค้าถ่ายรูป ไหนๆ ก็มาถึงแล้ว ถ่ายรูปไป ฝนก็ตก ใกล้จะห้าโมงแล้วยังไม่มีที่พัก คิดในใจแล้วจะไปนอนไหนว่ะเนี่ย? ระหว่างที่นั่งหลบฝน มีพี่คนนึงชื่อพี่ขุนเดชมานั่งคุยเป็นเพื่อน
พี่ขุนเดชเป็นคนดูแลบ้านสวนชมวิวนี่แหละ คุยกันถูกคอ แกเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนทำงานอยู่กรุงเทพเป็นสิบปี  สุดท้ายเบื่อชีวิตเมืองกรุง เลยกลับมาอยู่บ้านรักไทย แกบอกว่า “ถ้าไม่ใช้ชีวิตแบบเลิศหรู อยู่แบบเรียบง่าย อยู่ได้สบายๆ” พี่พูดแบบนี้มันตอบโจทย์ชีวิตสโลว์ไลฟ์ของผมเลยนะเนี่ย 555

คุยซักพักก็ถามว่าไปนอนบ้านพี่ป่าว แต่เป็นสวนยาง ไม่ต้องเสียตังค์ ผมถามว่าบ้านแถวนี้ไม่ได้หรอ เสียตังค์ก็ได้ครับพี่ผมเกรงใจ แกเลยโทรถามเพื่อน จากนั้นพาไปฝั่งตรงข้าม มีห้องน้ำ มีที่ว่างๆ ก็กางเต้นท์สิครับ คิดร้อยเดียวเอง ผมโอเคเลย อยากได้อารมณ์นี้มานานแล้ว รีบกางเต้นท์แล้วรถจอดข้างๆ ยังไงต้องขอบคุณพี่ขุนเดชมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

tar_slow_life_03

หลังจากนั้นผมรีบไปอาบน้ำ อาบเสร็จกลับเข้าเต้นท์ เอาชุดเตาแก็สสนามมาต้มน้ำร้อนใส่มาม่าคัพที่ซื้อมาจากเซเว่นที่ตัวอำเภอเนินมะปราง บรรยากาศประมาณว่าฝนตกพร่ำๆ นั่งดูฝนตกแล้วซดมาม่าร้อนๆไป 555 เพลินเลยครับ ทานเสร็จก็แปรงฟันมันตรงเต้นท์ แล้วเปิดเพลงฟังในเต้นท์ด้วยมือถือ ซักพักเผลอหลับเฉยเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะผมขี่รถมาทั้งวันแล้วก็เป็นได้^^

tar_slow_life_02

ขอจบเท่านี้ก่อน เดี๋ยวมาเล่าให้อ่านต่อว่าวันต่อไปจะไปไหนต่อ ในตอนต่อไป
ผิดพลาดประการใด ก็ขออภัยด้วยนะครับ มือใหม่หัดเล่าเรื่องให้อ่าน^^

-ต้าร์ สโลว์ไลฟ์-

 

ค่าใช้จ่าย 
ค่าเติมน้ำมัน 120 + 80 + 80 = 280 บาท ระยะทาง 411 km
ค่าอาหาร 45 + 40 + 45 = 130 บาท
ค่าที่พัก = 100 บาท
รวม 510 บาท

 

***เพิ่มเทคนิคการปะยางนะครับ เติมลมยางอัดไปซักสี่สิบปอนด์ แล้วดึงตะปูออกด้วยคีม จากนั้นเอาด้ามที่มีเหล็กแหลมแทงทะลวงแผลที่รั่ว (ถ้าลมยางมากจะแทงง่าย ลมยางอ่อนจะแทงเข้ายากและออกแรงเยอะ) เอาไหมใส่กับด้ามที่เป็นปลายผ่า พับมาให้ปลายไหมเท่ากัน จากนั้นดึงด้ามที่คาอยู่ที่ยางออก แล้วรีบแทงด้ามที่มีไหมเข้าไปให้สุดแล้วดึงออก ไหมจะปิดแผลที่รั่ว ทดสอบโดยใช้น้ำราดดู ถ้าไม่มีฟองอากาศแสดงว่าไม่รั่วแล้ว จากนั้นจึงเช็คลมยางอีกครั้ง แต่ถ้าเป็นแผลบาดยาวใช้ไหมปะยางไม่ได้นะครับ***

 

 

 

เรื่อง : ต้า สโลว์ไลฟ์

เรียบเรียง: Buddhi Humanroad

ข้อมูลโดย: Humanroadjourney
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์และท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ได้ที่ www.humanroadjourney.com