“ลีฟ” บนเกาะ “เตเนริเฟ” สวรรค์ของพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ

โลกนี้ยังคงมีดินแดนให้สำรวจอีกมาก ไม่น่าเชื่อว่าชีวิตนักเขียนธรรมดาคนหนึ่งจะมีโอกาสได้เดินทางมาไกลขนาดนี้..และนี่คือการ Journey สู่เกาะที่น้อยคนจะรู้จัก “เตเนริเฟ” เกาะขนาดใหญ่แห่งราชอาณาจักรสเปน ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีเสน่ห์ดึงดูดได้ขนาดนี้ และยังเป็นสถานที่น่าอัศจรรย์แห่งหนึ่งของโลกก็ว่าได้ 

เกาะเตเนริเฟ โดดเด่นอยู่กลางมหาสมุทร ที่เห็นยอดเขานั้นคือ ภูเขาไฟเตย์เด ที่มีความสูงถึง 3,718 เมตร 

ภูเขาไฟเตย์เด จากมุมมองบริเวณจุดชมวิว ซึ่งหากอุณหภูมิต่ำกว่านี้จะมีหิมะปกคลุมบนยอดเขาด้วย

การเดินทางในครั้งนี้ต้องขอขอบคุณ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ที่เปิดโอกาสให้ได้ใช้ชีวิตไปกับการศึกษา เรียนรู้ และยอมรับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ความรู้สึกที่สัมผัสมีความแตกต่างจากรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ที่มีน้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ความสนุกและความเร้าใจต่างกัน เสียงเครื่องยนต์คำรามที่กระตุ้นเร้าอารมณ์หายไป แต่กลับมีความสุขในอีกมิติหนึ่ง รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอาจเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทย แต่เชื่อเถอะว่าถ้าลองได้สัมผัสและมองเห็นความสำคัญในการใช้งาน “นิสสัน ลีฟ” (Nissan Leaf) มันจะเปิดมุมมองสู่โลกใหม่สำหรับคุณ!

นิทรรศการเทคโนโลยี “Nissan Electric Ecosystem Experience” ที่สถาบันเทคโนโลยีและพลังงานหมุนเวียน (Institute of Technology and Renewable Energies : ITER)

การเดินทางไกลข้ามน้ำข้ามทะเลจากกรุงเทพไปยังเกาะเตเนริเฟ ประเทศสเปน ด้วยระยะเวลาการบินทั้งหมดร่วม 19 ชั่วโมง เป็นเรื่องเพลียใจไม่น้อย แต่คุ้มค่าจริงๆ เมื่อได้ไปถึง โดยเกาะนี้อยู่ห่างจากแผ่นดินสเปนลงไปทางใต้อีกกว่า 1,800 กิโลเมตร เป็นเกาะขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะคานารี เกาะแห่งนี้เกิดขึ้นจากการระเบิดของมวลพลังงานใต้ผิวโลก ผลักดันให้ผืนดินใต้ทะเลโผล่ขึ้นมาเหนือผืนน้ำกลายเป็นดินแดนแห่งใหม่ และด้วยพื้นที่ของเกาะตั้งอยู่บนมหาสมุทรแอคแลนติกเหนือ จึงทำให้มีลมที่พัดเข้าสู่เกาะอยู่ตลอดเวลา และกระแสลมแรง แสงแดดที่จัดจ้า ทำให้ที่นี่สามารถสร้างพลังงานจากธรรมชาติได้อย่างเหมาะเจาะ จึงกลายเป็นกิจกรรมที่นิสสันจัดขึ้นเพื่อแสดงนิทรรศการเทคโนโลยี “Nissan Electric Ecosystem Experience” ที่สถาบันเทคโนโลยีและพลังงานหมุนเวียน (Institute of Technology and Renewable Energies : ITER) ออกเสียงว่า อี-แตร์ ตามสำเนียงสเปน หรือ ออกเสียงว่า ไอ-เทอร์ ตามแบบอังกฤษ และที่สถาบันแห่งนี้มีประสบการณ์กว่า 25 ปี ในด้านวิศวกรรมและโทรคมนาคม รวมทั้งได้สร้างศูนย์สภาพอากาศชีวภาพที่ใช้พลังงานหมุนเวียนจากทุ่งกังหันลมและแผงพลังงานแสงอาทิตย์เอาไว้อย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย

ผู้เขียนกับ นิสสัน ลีฟ รถพลังไฟฟ้า 100% ที่รอเวลาเหมาะสมกับการทำตลาดในไทย

โดยไฮไลท์ของงานนี้คือ นิสสัน ลีฟ (Leaf) ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษรุ่นใหม่ล่าสุด ที่จะต้องมาทดลองขับใช้งาน 1 วันเต็มๆ กันในครั้งนี้  ซึ่งนิสสัน ลีฟ ถือเป็นสัญลักษณ์ของแนวคิดนิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ (Nissan Intelligent Mobility) ทั้งยังเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก ซึ่งลีฟรุ่นแรกที่ขายในยุโรป ทำยอดขายได้ถึง 283,000 คัน (เปิดตัวทำตลาดในปี พ.ศ. 2553) ส่วนลีฟรุ่นใหม่ได้รับความสนใจไม่แพ้กัน เพราะตอนนี้มีลูกค้าสั่งจองไปแล้วมากกว่า 12,000 คัน แม้ว่าจะมีกำหนดการส่งมอบรถถึงโชว์รูมทั่วยุโรปภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ก็ตาม ถือว่ามาแรงจริงๆ

นิสสัน ลีฟ ใหม่ มีจุดเด่น 3 ด้าน คือ อินเทลลิเจนท์ พาวเวอร์ (Intelligent Power) จากระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าขนาด 40 กิโลวัตต์ ให้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม แรงบิดเพิ่มสูงขึ้น และขับสนุกเร้าใจ, อินเทลลิเจนท์ ไดรฟ์วิ่ง (Intelligent Driving) ด้วยเทคโนโลยีที่ออกแบบมาเพื่อการขับขี่ที่มั่นใจและปลอดภัย ลดความตึงเครียดในการขับขี่ลง และ อินเทลลิเจนท์ อินเทเกรชั่น (Intelligent Integration) เป็นการเชื่อมโยงระหว่างรถยนต์นิสสันกับสังคม ผ่านการเชื่อมต่อและโครงข่ายไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยีการชาร์จไฟสองทิศทางที่ถือว่าโดดเด่นมากกว่าใคร ซึ่งสามารถชาร์จไฟกลับไปยังบ้านหรือสำนักงานที่ใช้ระบบเดียวกันนี้ได้อีกด้วย

 

สำหรับขุมพลังที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของนิสสัน ลีฟ ใหม่ ติดตั้งแบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์ (150 แรงม้า) ที่ 3,283-9,795 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร (32.6 กิโลกรัม-เมตร) ที่ 0-3,283 รอบต่อนาที สามารถขับได้ไกลต่อการชาร์จไฟเต็ม 100% ตามมาตรฐาน NEDC หรือ มาตรฐานการทดสอบความประหยัดน้ำมันและมลพิษของยุโรป อยู่ที่ 378 กิโลเมตร  และตามกระบวนการทดสอบรถยนต์น้ำหนักเบาระดับโลก หรือ WLTP ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมายสหภาพยุโรป (เคลมว่าเมื่อใช้งานในสถานการณ์จริงมีความถูกต้องและแม่นยำที่สุด) อยู่ที่ 415 กิโลเมตร เมื่อขับในเมือง และ 270 กิโลเมตร เมื่อขับเฉลี่ยในเมืองและนอกเมือง สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 144 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 7.9 วินาที โดยใช้ระยะเวลาในการชาร์จไฟฟ้าแบบปกติ 21 ชั่วโมง (ไฟฟ้าจากบ้านขนาด 10A) และ 7.5 ชั่วโมง (เครื่องชาร์จไฟฟ้ารุ่นใหม่ Wallbox แบบ 7 กิโลวัตต์) และสามารถชาร์จไฟฟ้าจากระดับแจ้งเตือนถึงระดับ 80% (ชาร์จแบบเร่งด่วน) อยู่ที่ 40-60 นาที

โดยมีไฮไลท์สำคัญ คือเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมใหม่ตามแนวคิดอินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี้ อย่าง ProPILOT, ProPILOT Park และ e-Pedal

สำหรับ ProPILOT ถูกออกแบบเพื่อใช้ในการขับบนช่องจราจรเดียวบนทางหลวง และถูกยกระดับประสิทธิภาพเพื่อการใช้งานท่ามกลางสภาพจราจรติดขัดหรือขับทางไกลด้วยความเร็วสูง โดยที่ผู้ขับสามารถเปิดใช้งาน ProPilot ได้ทันทีเหมือนเปิดใช้งานครูสคอนโทรล ด้วยการกำหนดความเร็วที่ต้องการและระยะทางเท่านั้น ซึ่ง ProPilot จะทำงานด้วยการใช้สัญญาณเรดาร์ และกล้องในการปรับความเร็วให้สอดคล้องกับสภาพจราจรด้านหน้าและควบคุมให้ตัวรถอยู่ตรงกลางช่องจราจร และระบบนี้ยังใช้งานในสภาพการจราจรที่ติดขัดได้อย่างปลอดภัย แน่นอนว่าระบบนี้เหมาะกับการใช้งานในกรุงเทพมากๆ มันจะช่วยให้ไม่เครียดและลดความเมื่อยล้าได้พอสมควร

โดยที่เมื่อขับรถเข้าไปบนถนนที่มีการจราจรที่ติดขัด ระบบ ProPILOT จะทำงานเหมือนกันคือควบคุมระยะห่างระหว่างตัวรถกับรถคันหน้าโดยอัตโนมัติและสามารถเบรกเพื่อให้ตัวรถหยุดนิ่งถ้าจำเป็น และหลังจากหยุดนิ่ง ตัวรถจะยังคงอยู่กับที่แม้ว่าผู้ขับจะยกเท้าออกจากแป้นเบรกไปแล้ว ซึ่งเมื่อรถคันหน้ามีการเคลื่อนที่ รถจะเริ่มขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติ

ส่วน ProPILOT Park พูดง่ายๆ คือ ฟังค์ชั่นช่วยจอดอัตโนมัติโดยไม่ต้องจับพวงมาลัยหรือเหยียบแป้นควบคุมนั่นเอง โดยที่  ProPILOT Park สามารถจอดเทียบข้างและถอยเข้าช่องจอด ทั้งแบบเดินหน้าหรือถอยหลังก็ได้ การใช้งานเพียงกดสวิทช์ ProPILOT Park ระบบจะควบคุมให้ตัวรถเคลื่อนที่เข้าช่องจอดได้โดยอัตโนมัติเต็มรูปแบบพร้อมกับใช้งานเบรกมือเมื่อรถจอดสนิทแล้วอีกด้วย

สำหรับ e-Pedal ต้องบอกว่าระบบนี้มันเจ๋งมาก เป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนรูปแบบการขับได้อย่างสิ้นเชิงด้วยการเร่งความเร็ว ลดความเร็ว และหยุดนิ่ง ด้วยการเพิ่มหรือลดแรงกดดันที่ใช้กับคันเร่งเท่านั้น ฉลาดมาก! เมื่อปล่อยคันเร่งรถจะลดความเร็วจนถึงหยุดนิ่ง นิ่งแบบนิ่งสนิท และจังหวะที่ลดความเร็วจะรู้สึกเหมือนกดแป้นเบรกราวๆ 30% แม้กระทั่งบนทางลาดชันก็ไม่จำเป็นต้องกดแป้นเบรก ซึ่งการลดความเร็วนี้จะรู้สึกได้ถึงแรงฉุดด้วยอัตราการลดความเร็วสูงสุด 0.2 จี

ระบบ e-Pedal นี้ทำให้ผู้ขับไม่ต้องขยับเท้าจากแป้นคันเร่งมาที่แป้นเบรกบ่อยครั้งเพื่อลดความเร็วหรือทำให้รถหยุดนิ่ง ช่วยลดความเมื่อยล้าและความเครียดในการขับในเมืองเป็นประจำทุกวัน และช่วยให้ใช้แป้นเบรกน้อยลงถึง 90 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับการขับรถแบบทั่วไป แรกๆ อาจรู้สึกแปลกๆ และเสียวๆ อยู่นิดหน่อย แต่พอคุ้นชินแล้วจะจับจังหวะการถอนคันเร่งเพื่อให้รถชะลอได้อย่างเหมาะสม ซึ่งง่ายกับการใช้งานมากๆ

นอกจากนี้ ที่แผงแดชบอร์ดยังได้ติดตั้งจอสี TFT ขนาด 7 นิ้ว ที่แสดงผลฟีเจอร์หลัก, ข้อมูลของรถ, เครื่องเสียง และระบบนำทางเอาไว้ โดยระบบนำทาง Nissan Connect EV Navigation System เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดมีระบบเชื่อมต่อบลูทูธและ DAB Radio ที่สำคัญระบบนำทางนี้ยังแสดงข้อมูลจุดชาร์จไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดแบบเรียลไทม์อีกด้วยสบายใจได้ รวมทั้งรองรับการเชื่อมต่อแอปเปิ้ล คาร์เพลย์ (Apple Carplay) และ แอนดรอยด์ ออโต้ (Android Auto) ซึ่งขึ้นอยู่กับประเทศที่จำหน่ายด้วย

ช่องชาร์จไฟติดตั้งบริเวณด้านหน้าของตัวรถ

สำหรับนิสสัน ลีฟ ใหม่ รุ่นที่จำหน่ายในต่างประเทศมีให้เลือก 4 รุ่น คือ Visia, Acenta, N-Connecta และ Tekna ที่มีออปชั่นแตกต่างกันออกไป โดยที่รุ่น Tekna จะเป็นรุ่นท้อป ส่วนรุ่น Visia เป็นรุ่นเริ่มต้น มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นราว 1.1 ล้านบาท ส่วนราคาจำหน่ายหากนำเข้ามาในประเทศไทย น่าจะแตะอยู่เกือบ 2 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ยังต้องรอความชัดเจนจากภาครัฐอีกทีว่าจะสนับสนุนรถในกลุ่ม EV นี้มากแค่ไหน

รถคันนี้ขับดีและคุ้มค่ามากๆ หากมีจุดชาร์จไฟฟ้าอย่างเพียงพอ เส้นทางที่ให้ลองขับมีจุดเริ่มต้นจากที่สถาบัน ITER ไปยังพื้นที่อุทยานแห่งชาติเตย์เด แวะพักที่โรงแรม Parador de Canadas del Teide ซึ่งอยู่ใกล้กับ Teide Cable ที่เป็นจุดขึ้นกระเช้าไปยังยอดเขาเตย์เด (Mount Teide) เพื่อพักทานอาหารกลางวัน โดยเส้นทางช่วงนี้เป็นการขับขึ้นที่สูงหรือขับขึ้นภูเขานี่ล่ะ สลับกับทางลงเขาเป็นช่วงๆ ถือว่าเป็นเส้นทางที่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่อย่างหนัก แต่ก็มีช่วงที่สามารถชาร์จพลังงานเก็บไว้ในแบตฯ ได้อยู่ด้วยเช่นกัน

โดยในช่วง 38 กิโลเมตรแรก เหลือแบตฯ 67% ระยะทางที่จะขับได้อีก 152 กิโลเมตร เมื่อขับรถจุดแวะพักเป็นระยะทางราว 70 กิโลเมตร สถานะแบตเตอรี่อยู่ที่ 42% และระยะทางที่สามารถขับได้เหลือแค่ 70 กิโลเมตร เท่านั้น (จากจุดเริ่มต้นมาตรวัดแจ้งระยะทางที่แบตฯเต็ม เอาไว้ที่ 226 กิโลเมตร) แต่ดูจากแผนที่แล้วกว่าจะกลับไปถึง ITER ต้องขับอีกร่วม 80 กิโลเมตร แล้วแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่แค่นี้จะไปถึงเหรอ..นี่เป็นคำถามที่คุยกับเพื่อนนักข่าวจากประเทศไทยที่เป็นคู่หูกันไปตลอดทาง มาติดตามกันว่าสุดท้ายแล้วผลสรุปจะเป็นอย่างไร

จุดพักรถที่แวะพักทานอาหารกลางวัน เปิดเป็นร้านอาหารและที่พัก ใกล้ๆ กันมีโบสถ์อีกด้วย แดดแรง ลมแรง แต่หนาวสุดๆ

หลังจากอิ่มกันเรียบร้อยแล้ว ได้เวลาเดินทางกันต่อ เส้นทางจากนี้มีการขับขึ้นภูเขาอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นเป็นเส้นทางลงภูเขาทั้งหมด ซึ่งบรรยากาศสองข้างทางสวยงามและแปลกตามาก จากพื้นที่ที่เกิดขึ้นจากภูเขาไฟ ฝากหนึ่งแห้งแล้งเสมือนบรรยากาศบนดาวอังคารที่ดูตามภาพยนตร์ แต่อีกฝากหนึ่งกลับเขียวชอุ่มด้วยต้นสนสูงใหญ่ ขับผ่านมาอีกหน่อยไม่มีต้นไม้ใหญ่ มีแต่ไม้พุ่มเตี้ย สักพักเจอแดดจัด แต่พอขับมาอีกหน่อยกลับเจอกลุ่มม่านหมอกที่แทบทำให้มองไม่เห็นถนนข้างหน้า แถมอากาศนอกตัวรถยังเย็นตลอดทาง บางช่วง 12 องศาเซลเซียส บางช่วงเหลือแค่ 5 องศาเซลเซียส (แต่บนยอดเขาเตย์เดอุณหภูมิ -1 เป็นยังไงล่ะ งงแบบหนาวๆ เลยทีเดียว) เป็นสภาพภูมิประเทศและอากาศที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มหัศจรรย์สุดๆ และเส้นทางสวยสุดๆ อีกด้วย

นิสสัน e-NV200 พลังไฟฟ้าเช่นเดียวกับลีฟ แต่ถูกดัดแปลงให้กลายเป็นรถทีมช่างภาพ พลังเหลือล้นจริงๆ

การที่ขับรถชมวิวและใช้ความเร็วราว 70-90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วงล่างที่นุ่มนวล แต่เกาะถนนหนึบหนับ ปล่อยคันเร่งลงทางลาดด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วาดพวงมาลัยไปตามโค้ง รถวิ่งเข้าโค้งแบบนิ่มๆ ได้ยินเพียงเสียงของยางที่บดไปตามผิวถนนเท่านั้น ไม่มีเสียงของเครื่องยนต์เหมือนที่เคยสัมผัส เป็นประสบการณ์ใหม่ของการขับรถที่อารมณ์เหมือนกับการล่องเรือไปตามลม ทุกอย่างดูเรียบง่ายและพริ้วไหว มีความคล่องตัวและควบคุมได้อย่างง่ายดายไปตลอดทางทำให้ลืมนึกถึงระยะทางที่รถจะขับไปได้! แต่พอกลับมาดูมาตรวัดระยะ..ปรากฎว่าระยะทางที่จะขับไปได้กลับเพิ่มขึ้น และสถานะแบตฯ ก็เพิ่มขึ้นด้วย!

สุดท้ายก่อนถึงจุดหมายปลายทางเป็นเส้นทางไฮเวย์ยาวๆ ร่วม 30 กิโลเมตร พยายามเลี้ยงความเร็วเอาไว้ที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อดูว่าจะมีการสิ้นเปลืองแบตฯ แค่ไหน ซึ่งสุดท้ายแล้วรวมระยะทางที่ขับทั้งหมด 156 กิโลเมตร เหลือแบตเตอรี่อีก 38% และเหลือระยะที่สามารถขับได้อีก 128 กิโลเมตร นั่นเท่ากับว่า หากพูดเป็นตัวเลขคร่าวๆ จากจุดเริ่มต้นที่แจ้งตัวเลขเอาไว้ที่ 226 กิโลเมตร เมื่อลองใช้งานจริงน่าจะขับได้ถึง 250 กิโลเมตร ซึ่งขับได้มากกว่าที่เห็นในตอนแรก และเส้นทางที่ใช้ถือว่าจำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าค่อนข้างมากอยู่ด้วยเช่นกัน นี่ถ้าใช้งานปกติแบบที่มีจุดชาร์จไฟเอาไว้เป็นระยะ ก็ไม่ต่างจากการแวะเติมน้ำมัน (แน่นอนว่าต้องใช้เวลาในการชาร์จไฟนานกว่า) แต่เงินที่ต้องจ่ายเพื่อชาร์จไฟฟ้าก็ถูกกว่าเติมน้ำมัน แล้วถ้าวางแผนการเดินทางเอาไว้ เช่น จากบ้านไปที่ทำงานมีระยะทางไปกลับ 100 กิโลเมตร รถคันนี้ไม่จำเป็นต้องชาร์จไฟฟ้าระหว่างทางหรือชาร์จที่ออฟฟิศ ยังสามารถขับกลับถึงบ้านได้ และชาร์จไฟฟ้าจากที่บ้านในตอนกลางคืนเท่านั้นเอง คิดแล้วคุ้มนะ

โดยรวมแล้วถือว่า นิสสัน ลีฟ ใหม่…เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของการขับเคลื่อนจริงๆ หากคิดในแง่ของความคุ้มค่าในมุมของผู้ใช้รถถือว่าคุ้มมาก คิดเฉลี่ยแล้วแบตเตอรี่ขนาด 40 กิโลวัตต์ เทียบเป็น 1 กิโลวัตต์ สามารถขับได้ประมาณ 5 กิโลเมตร แต่สามารถขยับเพิ่มขึ้นได้เป็น 7 กิโลเมตร การชาร์จไฟฟ้าเต็ม 1 ครั้ง กับระยะที่ขับได้มีราคาที่ถูกกว่าเติมน้ำมัน แต่ในแง่ของจุดชาร์จไฟฟ้าหรือนโยบายด้านการสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้า คงต้องฝากให้ภาครัฐมีความชัดเจนและสนับสนุนอย่างตรงจุด เพราะในตอนนี้มั่นใจว่าภาคเอกชนหลายรายพร้อมที่จะพัฒนารถในกลุ่มนี้เอาไว้แล้ว จากการที่ได้ไปเห็น ได้สัมผัส ได้เข้าใจแนวคิด ยิ่งทำให้มีความเชื่อว่าในเร็วๆ นี้ ประเทศไทยน่าจะมีความพร้อมในการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างนิสสัน ลีฟ ใหม่ อย่างแน่นอน…เพราะถ้าไม่เริ่ม ทุกอย่างจะหยุดนิ่ง แต่ถ้าเริ่มลงมือ อย่างน้อยยังได้เริ่มเดินหน้า ส่วนเดินหน้าแล้วจะล้มหรือจะเจออุปสรรค ถ้ามีเพื่อนร่วมประคับประคองก็สามารถเดินไปถึงจุดหมายได้เช่นกัน..รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะไม่เป็นเพียงความฝันอีกต่อไป

ไม่น่าเชื่อว่าเกาะเตเนริเฟที่ห่างไกลดินแดนสยามเกือบครึ่งโลกจะมีหลายสิ่งที่น่าสนใจขนาดนี้ เอาเป็นว่าพักจากเรื่องของนิสสัน ลีฟ ไปชมภาพบรรยากาศอื่นๆ กันบ้างดีกว่า เห็นแล้วก็อยากจะกลับไปอีกสักครั้งจริงๆ

บรรยากาศของเส้นทางที่ทดลองขับ สวยงามมาก แถมผิวถนนยังเรียบเนียนสุดๆ น่าอิจฉาจริงๆ

นิสสัน e-NV200 เป็นอีกหนึ่งรถพลังงานไฟฟ้า ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่จะมาเปลี่ยนโลกแห่งการขนส่ง

Nissan e-Valley บ้านที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจากธรรมชาติที่ได้จากลมและแสงแดด

สนุกกับจักรยานไฟฟ้า เพลินเลยทีเดียวล่ะ

แสงแดดดูแรงกล้า แต่อุณหภูมิตรงนี้ -1 องศาเซลเซียส ไม่หนาวเลยจริง จริ๊งงงง

ระหว่างทางจะพบนักปั่นไปตลอดเส้นทาง ยอมรับว่าแต่ละคนแกร่งจริงๆ 

ร้านอาหารระหว่างทางบนอุทยานแห่งชาติเตย์เด

ที่เห็นพื้นที่ด้านขวาของเส้นทึบ นั่นคือ เลนสำหรับรถจักรยาน ที่นี่เหมือนเป็นสวรรค์ของนักปั่นเช่นกัน

แวะทางอาหารกลางวันริมหาด Las Toscas ได้บรรยากาศของเมืองริมทะเลจริงๆ

มาถึงสเปน ต้องลองชิมข้าวผัดสเปน รสชาติใช้ได้ เผ็ดเล็กๆ ไม่เลี่ยน ถือว่าอร่อยนะ และซีฟู๊ดที่ี่นี่สดมาก

บนโต๊ะจะต้องมีเครื่องปรุงอย่างน้ำมันมะกอก เกลือ และพริกไท

ไอศกรีมบานาน่าสปริต ที่หน้าตาไม่เหมือนบ้านเรา 

เอสเปรสโซ่หอมกรุ่น เหมาะกับอากาศเย็นๆ ไอแดดอุ่นๆ จริงๆ

มุมมองแบบพาโนรามา มองเห็นมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ

บ้านเมืองดูเป็นระเบียบเรียบร้อย สงบ น่าพักผ่อน เหมาะแล้วกับการเป็นเกาะสำหรับการลาพักร้อน

ถังขยะใหญ่มาก ที่นี่เค้าจะมาเก็บขยะเวลาตี 3 รถขยะก็ดูสะอาดด้วย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บมาให้ดู

เค้าบอกว่าจานนี้เป็นอาหารขึ้นชื่อ เป็นหนวดหมึกยักษ์หมักซอสย่างไฟ เนื้อนุ่ม แต่รสชาติก็พอไปได้ ถ้ามีน้ำจิ้มซีฟู๊ดนะ เลิศ..

สเต็กเนื้อที่นุ่มฉ่ำ

ร้านอาหาร Ali Ole ที่ Hard Rock Cafe เมนูเน้นสเต็กและซีฟู๊ด

สมาชิกที่เดินทางกันในครั้งนี้ ขอบคุณ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ที่สร้างประสบการณ์สุดวิเศษ

 

 

 

เรื่อง: Buddhi Humanroad

ข้อมูลโดย: Humanroadjourney
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์และท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ได้ที่ www.humanroadjourney.com

และติดตามได้ทางเฟสบุ๊ค www.facebook.com/humanroadjourney/

Facebook Comments