Royal Enfield Classic 500 Pegasus ตำนานข้ามกาลเวลาจากยุค WWII

Special Journey คราวนี้ขอเปลี่ยนแนวสักนิด เพราะอยากพูดถึงรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้มาก และอยากให้เพื่อนๆ ผู้อ่านได้รู้จักกับ “รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส” (Royal Enfield Classic 500 Pegasus) รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น คันนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เป็นรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว แต่มันคือมรดกทางวิศวกรรมและแนวความคิดในการสร้างรถมอเตอร์ไซค์ที่สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลาย แข็งแรง ให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยม กระทั่งถูกนำมาใช้ในภารกิจด้านสงคราม และส่งต่อความแกร่งนี้มาถึงปัจจุบัน

 “รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส” (Royal Enfield Classic 500 Pegasus)

รอยัล เอนฟิลด์ (Royal Enfield) เป็นแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกสัญชาติอังกฤษที่มีสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานมากที่สุดในโลก และได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยจนถึงวันนี้เป็นเวลา 2 ปีครึ่งเท่านั้น แต่กลับสร้างชื่อเสียงทั้งในด้านของงานดีไซน์ สมรรถนะ และความเป็นเอกลักษณ์ได้อย่างโดดเด่น ทำให้มีแฟนพันธุ์แท้ของรอยัล เอนฟิลด์ อยู่ทั่วโลก โดยในระยะเวลาที่ทำตลาดในไทยตั้งแต่เริ่มต้นถึงวันนี้สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 3,000 คัน ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ต้องขอชมจริงๆ (เพราะตลาดในไทยนี้ทั้งประหลาดและยากมากกับแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาเปิดตัวในไทย)

ฟลายอิ้ง เฟลีย (Flying Flea) กับกรงเหล็กครอบตัวรถเพื่อป้องกันความเสียหายระหว่างปล่อยลงมาจากเครื่องบิน

กลับมาที่  “รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส” (Royal Enfield Classic 500 Pegasus) ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานรถมอเตอร์ไซค์รุ่น RE/WD Flying Flea 125 (อาร์อี/ดับบลิวดี ฟลายอิ้ง เฟลีย 125) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘ฟลายอิ้ง เฟลีย’ (Flying Flea) ที่ถูกสร้างขึ้นที่โรงงานของรอยัล เอนฟิลด์ ในเมืองเวสวู้ด สหราชอาณาจักร ในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเจ้าคลาสสิก 500 เพกาซัส ก็ถูกสร้างขึ้นเพื่อสรรเสริญตำนานของฟลายอิ้ง เฟลีย และประวัติศาสตร์ด้านการทหารของรอยัล เอนฟิลด์ ที่มีส่วนร่วมในการรบครั้งสำคัญฝั่งของสัมพันธมิตรในสมรภูมิสงครามโลก ครั้งที่ 2 

รอยัล เอนฟิลด์ แบรนด์นี้ถ้าไม่เล่าเรื่องราวนี้ออกไป คงมีน้อยคนที่รู้ว่ามีประวัติศาสตร์อันยาวนานเกี่ยวข้องกับการผลิตยุทธโธปกรณ์ด้านการทหาร ตรงกับสโลแกนของแบรนด์ที่ว่า ‘Made Like a Gun Since 1901’ โดยรอยัล เอนฟิลด์ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์สำหรับปืนใหญ่ รวมทั้ง รถมอเตอร์ไซค์ระหว่างช่วงสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง และปัจจุบันยังผลิตรถมอเตอร์ไซค์ให้กองทัพอินเดียอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรอยัล เอนฟิลด์ได้รับเลือกให้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์แก่กองทัพอังกฤษ และรัฐบาลของจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 โดยยังคงทำการผลิตรถมอเตอร์ไซค์ที่คลาสสิก เรียบง่าย และดั้งเดิม ตั้งแต่สมัยนั้นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งการผลิตที่โด่งดังมากที่สุดในสงครามโลกคือรถมอเตอร์ไซต์ ‘ฟลายอิ้ง เฟลีย’ (Flying Flea) รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กแบบ 2 สูบขนาด 125 ซีซี มีน้ำหนักตัวถังเพียงแค่ 50 กิโลกรัม เท่านั้น และได้เข้าร่วมกับกองกำลังทางอากาศ (ถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบินเพื่อสนับสนุนการรุกคืบและเป็นม้าเร็วให้กับเหล่าทหารราบ) และเป็นส่วนหนึ่งของการรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้แก่ วันดี-เดย์ (D-Day) และยุทธการที่อาร์เนม (Arnhem)

มร.อรุณ โกปาล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ รอยัล เอนฟิลด์

โดยผู้ที่มาเล่าเรื่องราวของ คลาสสิก 500 เพกาซัส ไม่ใช่ใครที่ไหน นั่นคือ มร.อรุณ โกปาล หัวหน้าฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ รอยัล เอนฟิลด์ เล่าเรื่องราวให้ฟังว่า รถมอเตอร์ไซค์รุ่นฟลายอิ้ง เฟลีย เป็นที่น่าจดจำและสร้างแรงบันดาลใจ เนื่องจากมีประวัติศาสตร์ไม่เหมือนกับรถมอเตอร์ไซค์อื่นๆ สำหรับรอยัล เอนฟิลด์ รถมอเตอร์ไซค์สไตล์มิลิทารี่ (Military) หรือสไตล์ทหาร ถือเป็นส่วนสำคัญของประวัติศาสตร์ของแบรนด์ สอดคล้องกับปรัชญาในการสร้างรถมอเตอร์ไซค์ที่คลาสสิก เรียบง่าย และทนทาน รถมอเตอร์ไซค์ของรอยัล เอนฟิลด์มีบทบาทสำคัญในสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง และมีชื่อเสียงด้านความทนทาน แข็งแกร่งในทุกสภาวะ ซึ่งรอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส นับเป็นการย้อนกลับสู่ตำนานสงครามและปรัชญาในการสร้างรถมอเตอร์ไซค์ที่อเนกประสงค์และทนทาน”

เนื้อเรื่องตอนสำคัญมันอยู่ที่ตรงนี้ล่ะ!!…”รอยัล เอนฟิลด์ ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ให้แก่กองทัพอังกฤษที่ประจำการในฝรั่งเศสและเบลเยี่ยมระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และยังผลิตรถมอเตอร์ไซค์ให้แก่กองทัพของจักรวรรดิรัสเซีย โดยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มีรถมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์นับหมื่นคันเข้าร่วมสมรภูมิการรบ แต่มีเพียงรถมอเตอร์ไซค์รุ่นฟลายอิ้ง เฟลีย ที่มีความเหมาะสมในการขนส่งผ่านร่มชูชีพไปยังหลังแนวข้าศึก โดยตอนนั้นมียอดสั่งซื้อมากกว่า 4,000 คัน ระหว่างช่วงสงคราม

ตัวถังหนัก 50 กิโลกรัม จึงยกข้ามสิ่งกีดขวางได้ แต่รุ่นปัจจุบันหนัก 194 กิโลกรัม 

โดยเจ้าฟลายอิ้ง เฟลีย ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความเรียบง่าย ทนทาน และคล่องตัว เพื่อใช้เป็นรถมอเตอร์ไซค์สำหรับการรบแนวหน้า รถคันนี้เป็นเครื่องมือที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับทหารพลร่มระหว่างการรบ รถมอเตอร์ไซค์รุ่นฟลายอิ้ง เฟลีย ถูกปล่อยลงพื้นด้วยร่มชูชีพพร้อมกับกรงเหล็กครอบตัวรถเพื่อป้องกันความเสียหาย บางคันก็ถูกขนส่งมากับเครื่องร่อนฮอร์ซ่า (Horsa Assault Glider) เมื่อรถมอเตอร์ไซค์ถูกส่งถึงภาคพื้นดินแล้ว ได้ถูกใช้งานเพื่อการลาดตระเวน ติดต่อสื่อสาร รวมถึงนำพลทหารเข้าสู่สนามรบ

ในเดือนกันยายนปี 1944 รถมอเตอร์ไซค์อเนกประสงค์คันนี้ได้พิสูจน์สมรรถนะดีเยี่ยมในปฏิบัติการมาร์เก็ต การ์เดน (Operation Market Garden) ปฏิบัติการทางอากาศที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยกองกำลังสัมพันธมิตรพยายามจบสงครามด้วยการพยายามเข้าสู่เยอรมนีผ่านทางฮอลแลนด์ ซึ่งในการรบที่อาร์เนม กองกำลังสัมพันธมิตรถูกโอบล้อมด้วยกองทัพรถถังเยอรมนีถึง 7 วัน และประสบปัญหาวิทยุสื่อสารเสีย ผู้บัญชาการจึงต้องใช้พลทหารขี่รถมอเตอร์ไซค์ฟลายอิ้ง เฟลีย ในการกระจายข้อมูลการสื่อสารไปยังหน่วยต่างๆ ซึ่งมันสามารถทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม เนื่องจากมีความแข็งแกร่ง อเนกประสงค์ สามารถเดินทางไปได้ทุกที่ เมื่อต้องเจอกับรั้วหนามหรือคูน้ำ พลทหารที่ขับขี่สามารถลงจากรถและยกรถข้ามอุปสรรคไปได้อย่างง่ายดาย ฟลายอิ้ง เฟลีย ยังมีบทบาทสำคัญในวันดีเดย์ หรือยุทธการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

 “รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส” (Royal Enfield Classic 500 Pegasus) รุ่นปัจจุบัน ราคา 199,000 บาท

โดยในขณะที่กองกำลังสัมพันธมิตรกำลังต่อสู้ยึดชายหาดในนอร์มังดี (Normandie) ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส เพื่อต่อต้านการรุกคืบของทหารเยอรมันมายังยุโรปตะวันตก ฟลายอิ้ง เฟลีย นับร้อยคันได้ถูกปล่อยจากเครื่องบินลงสู่ชายหาดเพื่อสนับสนุนการรบ และด้วยสมรรถนะที่เหมาะกับการรบทำให้เจ้าหน้าที่ที่ได้ปฏิบัติงานในวันดีเดย์ ถึงกับชื่นชมรถมอเตอร์ไซค์ฟลายอิ้ง เฟลีย ว่าเป็น บีชมาสเตอร์(Beachmaster) จากความสำเร็จในการปล่อยรถมอเตอร์ไซค์ลงสู่ภาคพื้นดินนั่นเอง”

และเพื่อเฉลิมฉลองและตำนานที่ของฟลายอิ้ง เฟลีย รอยัล เอนฟิลด์ได้ร่วมมืออย่างเป็นทางการกับกรมพลร่มของสหราชอาณาจักร ในการพัฒนารอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส (Royal Enfield Classic 500 Pegasus)โดย มาร์ค เวลส์ หัวหน้าด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และการออกแบบเชิงอุตสาหกรรมของรอยัล เอนฟิลด์ระดับโลก อธิบายเกี่ยวกับความร่วมมือว่า “การทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร ทีมงานได้ติดต่อพลร่มเมื่อประมาณ 18 เดือนที่แล้ว และบอกว่าอยากทำงานร่วมกันในโครงการนี้ ซึ่งความร่วมมือเป็นไปด้วยดี รอยัล เอนฟิดล์ คลาสสิก 500 เพกาซัส ใหม่ จึงอัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์และตำนาน ซึ่งเป็นสิ่งที่รอยัล เอนฟิลด์ เท่านั้น สามารถทำได้และมีแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์สไตล์มิลิทารี่มากมาย แต่มีเพียงรอยัล เอนฟิลด์เท่านั้นที่มี ฟลายอิ้ง เฟลีย”…เป็นไงล่ะ เรื่องราวไม่ธรรมดาจริงๆ

ส่วน รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส ที่จำหน่ายทั่วโลกมีเพียง 1,000 คัน เท่านั้น และมีตราโลโก้เพกาซัสติดอยู่  ซึ่งเป็นตราเครื่องหมายทางการของกรมพลร่มของสหราชอาณาจักร ประดับอยู่ที่ถังน้ำมันด้านข้างพร้อมระบุเลขซีเรียลนัมเบอร์
โดยมีลวดลาย ‘Made Like a Gun’ ที่ฝากล่องแบตเตอรี่ ตราเครื่องหมายและข้อความเหล่านี้ เป็นการตกแต่งจริงของ ฟลายอิ้ง เฟลีย ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ตราโลโก้เพกาซัสซึ่งเป็นตราเครื่องหมายทางการของกรมพลร่มของสหราชอาณาจักร

ลวดลาย ‘Made Like a Gun’ ที่ฝากล่องแบตเตอรี่

ส่วนใครที่อยากเป็นเจ้าของ รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส รถมอเตอร์ไซค์ที่มีเรื่องราวเจ๋งๆ ขนาดนี้ (ช่วยเขาขายของนิดนึง) รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส มีจำหน่ายใน 2 เฉดสี ซึ่งเป็นสีเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ในช่วงสงครามโลก คือ สีน้ำตาลเซอร์วิส บราวน์ (Service Brown) และสีเขียวโอลีฟ แดรบ (Olive Drab Green) และมีจำนวนจำกัดเพียง 90 คัน ในประเทศไทย (1,000 คันทั่วโลก) จะเปิดให้จองผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคมถึง 31 กรกฎาคม 2561 ในราคา 199,000 บาท ใครจองออนไลน์ก่อน มีสิทธิ์ได้รถมอเตอร์ไซค์ก่อน ข้อตกลงและเงื่อนไขตามหน้าเว็บไซต์ของรอยัล เอนฟิลด์ตามลิงก์ที่อยู่ตรงนี้ได้เลย

https://royalenfield.com/thai/motorcycles/classic-500-pegasus/register/

คันนี้เพ้นท์โชว์ลายแบบเครื่องบินรบสมัยสงครามโลก จอดอวดโฉมอยู่ในโชว์รูม รอยัล เอนฟิลด์ ทองหล่อ

เห็นมั้ยล่ะว่าด้วยความมีเรื่องราว มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาที่น่าสนใจ ยิ่งทำให้ “รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส” (Royal Enfield Classic 500 Pegasus) ดูขลังและควรค่าต่อการเป็นเจ้าของมากขึ้น เชื่อได้เลยว่ารถคันนี้จะกลายเป็นของสะสมที่หายากในอนาคต และราคาค่าตัวจะไม่มีทางลดลงอย่างแน่นอน ใครพร้อมขอให้จองทันที เพราะเมื่อได้เห็นคันจริงแล้ว มันสวยงาม มีเสน่ห์ และต่างจากรถมอเตอร์ไซค์ทรงคลาสสิกทั่วไปอยู่มาก ถึงขนาดที่ผมเองยังต้องยกให้เป็น Special Journey ใน Humanroadjourney อย่างปฏิเสธไม่ลงจริงๆ

ยัง! ยังไม่จบแค่นี้! ผมได้เตรียมวีดีโอไว้อีก 3 ตอน เกี่ยวกับประวัติของ Royal Enfield Classic 500 Pegasus รับรองว่าควรค่ากับการติดตาม มีบรรยายไทยด้วยนะ ขอบคุณทีมงาน รอยัล เอนฟิลด์ ที่ส่งมาให้ แจ่มมากๆ

The Maroon Beret

The Flying Flea

The Inspiration

 

 

เรื่อง: Buddhi Humanroad (น้าหนวด)

ข้อมูลโดย: Humanroadjourney
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์และท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ได้ที่ www.humanroadjourney.com

และติดตามได้ทางเฟสบุ๊ค www.facebook.com/humanroadjourney/

ชมภาพสวยๆ ทางอินสตาแกรมได้ที่ www.instagram.com/humanroadjourney

Facebook Comments