“You only live once” ชีวิตที่เลือกเองในสไตล์ของ “น้องออน-อรอินทร์”

บางทีโชคชะตาก็มีช่วงเวลาของมัน เหมือนกับโอกาสที่อาจจะเข้ามาเพียงไม่นาน ซึ่งถ้าไม่คว้าเอาไว้อาจจะเสียใจไปตลอดก็ได้ หากลองได้เก็บเสื้อผ้า แพ็คกระเป๋า เริ่มก้าวออกจากห้องเล็กๆ แล้วเดินทางไกลไปตามฝันของตัวเอง นอกจากจะทำให้เห็นโลกใบใหม่แล้ว มันยังช่วยเยียวยาหัวใจได้อีกด้วยนะ

น้องออน – อรอินทร์ สาวหน้าหวานที่อาจทำให้เข้าใจผิดว่าเธอเป็นคนญี่ปุ่นจริงๆ

นี่เป็นประโยคที่ผุดขึ้นมาในหัว เมื่อจบการคุยกันอย่างออกรสกับ “น้องออน – อรอินทร์” สาวมากความสามารถที่มีผลงานมากมาย เชื่อว่าหลายคนคงจะคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีจากการเป็นพริตตี้ให้กับค่ายรถหลายค่าย เช่นเดียวกับ Humanroadjourney ที่มีโอกาสได้พบกับน้องออนอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่จะกล้าเข้าไปคุย และรู้สึกว่าคงจะไม่มีทางได้รู้จักกัน…วันหนึ่งเธอหายไป ไม่ได้เห็นท่าทางที่ดูอ่อนโยนและแววตาที่สดใสอีกเลย…จนมาได้เห็นภาพสาวสวยคนนี้ทางไอจี เธอมีแววตาที่สดใส รอยยิ้มที่สะกดหัวใจให้แทบหยุดเต้น แต่ความรู้สึกนั้นกลับถูกกระชากให้หลุดลอยไปเมื่อรู้ว่าเธอใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น นี่คงเป็นชะตาที่ขีดเขียนให้พบเพียงผ่านไปเท่านั้น หวังไว้ลึกๆ ว่าสักวันหนึ่ง หากได้พบกันอีกครั้งจะรวบรวมความกล้าแล้วเข้าไปทำความรู้จักให้ได้

แล้ววันนั้นก็มาถึงหลังจากผ่านมาร่วมปี ท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อมเธอ นักเขียนและนักเดินทางธรรมดาๆ คนนี้ ยังไม่กล้าพอที่จะสบสายตาตรงๆ ได้เอ่ยปากทักทายและเธอตอบรับด้วยไมตรี กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการบันทึกเรื่องราวการเดินทางที่ผู้หญิงคนหนึ่ง มุ่งมั่นทำตามความฝัน ที่แม้ว่าจะก้าวไปข้างหน้าเพียงลำพัง แต่ข้างหลังยังมีกำลังใจให้เธอเสมอ เธอคนนี้ทำให้ได้เรียนรู้ว่า หากวันหนึ่งหัวใจบอบช้ำ ชีวิตพบกับปัญหา จงอย่าจมอยู่กับความทุกข์ ให้มองออกไปนอกหน้าต่าง จะพบกับโลกที่ต่างออกไป และนี่คือการออกเดินทางไปใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่นของเธอ “น้องออน อรอินทร์ วรรณมณีศิริ”

น้องออนเล่าให้ฟังถึงการใช้ชีวิตในประเทศญี่ปุ่นในช่วงปีที่ผ่านมาด้วยแววตาที่เปล่งประกายว่า “ใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่น อย่างตัวออนเองชอบญี่ปุ่นมาตั้งแต่เด็กๆ ตั้งแต่ดูและอ่านการ์ตูน พอโตขึ้นชอบฟังเพลง J-PoP คือมีความผูกพันหลายอย่าง พอทำงานมีรายได้เป็นของตัวเอง ก็เก็บเงินเอาไว้ส่วนหนึ่งสำหรับไปเที่ยว ซึ่งญี่ปุ่นเป็นตัวเลือกแรกที่อยากไป แล้วยังไปเที่ยวคนเดียวบ่อยๆ อีกด้วยล่ะค่ะ ออนคิดว่าญี่ปุ่นเป็นอะไรที่ให้ประสบการณ์หลายอย่างกับชีวิต ที่สำคัญคือมีธรรมชาติที่ช่วยทำให้จิตใจของเราสะอาดและสบายใจมากขึ้นด้วย”

“ไปเที่ยวคนเดียวเนี่ยนะ ผู้หญิงคนเดียวไปเอง เที่ยวเอง ไม่กลัวเหรอ?” ผมตั้งคำถาม

“ไม่น่ากลัวนะคะ อาจจะเป็นเพราะว่าออนถูกเลี้ยงดูให้ช่วยเหลือตัวเองอยู่เสมอ แล้วทางบ้านก็ไว้วางใจ เพราะออนเองไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง อย่างสมัยเรียนสื่อสารมวลชนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่บ้านอยู่ภูเก็ต ต้องอยู่คนเดียว ที่บ้านก็จะคอยดูแลอยู่ห่างๆ ออนคิดว่าการได้อยู่คนเดียวบางทีอาจจะรู้สึกเหงา คิดถึงครอบครัวบ้าง แต่มันก็ทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำเหมือนกัน

“การเดินทางคนเดียวไม่ได้น่ากลัว แต่มันกลับเป็นความท้าทายมากกว่า” น้องออนกล่าวไว้

อย่างการไปเที่ยวคนเดียวบางคนอาจจะไม่กล้า แต่สำหรับออนกลับเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกว่า อย่างญีปุ่นก็ไปเที่ยวบ่อยๆ ออนมองว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นอะไรที่น่าสนใจ ทั้งผู้คนที่มีอัธยาศัย วิถีชีวิต วัฒนธรรมที่หลากหลาย เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน แถมมีอะไรให้ช้อปปิ้งอีกเพียบ ส่วนด้านมืดของญี่ปุ่นก็มีนะ แต่ถ้าไปในฐานะนักท่องเที่ยว ญี่ปุ่นจะเป็นอะไรที่สวยงามไปทุกอย่างเลยจริงๆ

“You Only Live Once”

คือ ชีวิตมีครั้งเดียว อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องกลัว คนเราถ้าจะต้องถึงเวลาตายก็ต้องตาย สุดท้ายแล้วจะไปกลัวอะไร ทำไปเถอะ ใช้ชีวิตให้คุ้ม

ออนจะชอบคำว่า “You Only Live Once” คือ ชีวิตมีครั้งเดียว อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ต้องกลัว คนเราถ้าจะต้องถึงเวลาตายก็ต้องตาย สุดท้ายแล้วจะไปกลัวอะไร ทำไปเถอะ ใช้ชีวิตให้คุ้ม แล้วที่ผ่านมามันก็คุ้มค่าจริงๆ นะคะ โดยเฉพาะประสบการณ์ที่ได้กลับมา ทำให้มุมมองและวิธีคิดของเรากว้างขึ้น อย่างการไปเรียนครั้งนี้เหมือนเป็นการรีสตาร์ทชีวิตของตัวเองอีกครั้ง หลังจากที่เจอเรื่องแย่ๆ ที่เข้ามาในชีวิต” น้องออนมองไกลออกไป สายตาเปลี่ยนไป รอยยิ้มที่มีเริ่มหายไป

ภายนอกน้องออนดูเป็นลุคของสาวน่ารัก ดูหวานๆ สไตล์คาวาอิ แต่ที่จริงแล้วเป็นสายลุย มีความมุ่งมั่น คิดเองแก้ปัญหาเองต่างจากลุคที่เห็นอย่างสิ้นเชิง แต่ยังไงแล้วผู้หญิงย่อมมีความอ่อนแออยู่ข้างในลึกๆ เช่นกัน ผมเริ่มตั้งคำถามใหม่ เปลี่ยนบรรยากาศกันหน่อย

“แต่ในวันที่ตัดสินใจเลือกไปเรียนต่อ..สถานะจากนักท่องเที่ยวเป็นนักเรียน การใช้ชีวิตแตกต่างกันมากมั้ยล่ะ”

“แตกต่างค่ะ แตกต่างมาก (ลากเสียงยาวเชียว) อย่างการเป็นนักท่องเที่ยว เรามีหน้าที่คือเที่ยวๆๆ และช้อปปิ้ง มาใช้เงิน ซื้อของที่ชอบแล้วก็กลับ เราจะได้เห็นแต่สิ่งที่สวยงาม พอตอนนี้เป็นการเข้าประเทศมาเพื่อเรียนต่อด้านภาษาญี่ปุ่นโดยเฉพาะ มันคือการใช้ชีวิตแบบคนญี่ปุ่น ทำให้ออนต้องปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ให้ได้ ทั้งกฎระเบียบที่เคร่งครัด มีความเครียดที่สัมผัสได้ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทำให้ต้องวางแผนการใช้จ่ายให้ดี ก็มีอุปสรรคเยอะพอสมควรนะคะ แต่ด้วยเมืองฟุกุโอกะที่ออนมาเรียนเป็นเมืองที่ค่อนข้างเงียบสงบ อากาศดี ผู้คนใจดี ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้นค่ะ ถ้าจะพูดกันจริงจังเวลาใช้ชีวิตในญี่ปุ่นเทียบกันแล้วยังไงประเทศไทยน่าอยู่กว่ามาก ญี่ปุ่นเหมาะกับการไปเที่ยวมากกว่าการไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนะออนว่า”

น้องออนชอบปั่นจักรยานที่ญี่ปุ่นมากๆ เพราะมีทางให้ปั่นได้กว้างและปลอดภัย ปั่นไปเรียนทุกวันฟินสุดๆ

“แล้วทำไมต้องเป็นที่ฟุกุโอกะ..จะเรียนภาษาญี่ปุ่นทั้งที มีตัวเลือกตั้งเยอะนี่นา?”

“ที่จริงเมื่อก่อนนั้น ออนสอบได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเลยนะ แต่ตอนนั้นครอบครัวยังไม่พร้อมเรื่องค่าใช้จ่ายก็เลยพลาดโอกาสไป แต่ตอนนี้ทำงานเก็บเงินเอาไว้สำหรับเรียนต่อได้แล้ว เลยตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าต้องมาเรียนต่อให้ได้ แต่ที่เลือกฟุกุโอกะมันมีที่มาค่ะ

ตอนที่มาฟุกุโอกะครั้งแรก ออนมาแบบที่ไม่ได้วางแผนอะไรเลย ไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับที่นี่ด้วย แบบว่าจองตั๋วเครื่องบินได้ตอน 6 โมงเย็น แล้วเครื่องออกตี 4 ก็จัดการเก็บกระเป๋าแล้วเดินทางกันเลย แล้วเป็นการมาเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว 11 วัน”

“11 วัน เที่ยวคนเดียวเนี่ยนะ!!”

“ใช่ค่ะ 11 วัน แบบเต็มที่เลย โรงแรมก็จองก่อนเครื่องจะออกอีกต่างหาก ดูฉุกละหุกมาก กว่าจะไปถึงก็ดึกแล้วประมาณ 4 ทุ่มเห็นจะได้ แล้วที่พักไม่ได้อยู่ในตัวเมืองอีกต่างหาก เป็นเมืองที่เงียบมากๆ บ้านหลายหลังปิดเงียบ แล้วมีร้านราเมงอยู่ร้านนึงที่ยังไม่ปิด มีคุณตากับคุณยายเป็นเจ้าของร้าน ออนตรงเข้าไปสั่งอะไรทานสักหน่อย พอคุณยายรู้ว่าเราเป็นนักท่องเที่ยว แล้วยังมาคนเดียวอีก ตอนนี้ทุกคนในร้านเข้ามาต้อนรับอย่างดีเลยล่ะค่ะ วันนั้นเลยได้ทานฟรี เพราะเค้าเลี้ยงต้อนรับ เหมือนเราเป็นลูกหลานเลย มีเข้ามาถามหลายเรื่องตอนนั้นภาษาญี่ปุ่นก็พอพูดได้บ้าง ส่วนใหญ่จะถามว่ามาคนเดียวจะทำยังไง จะปลอดภัยมั้ย กลายเป็นความประทับใจตั้งแต่แรกเริ่ม ส่วนร้านราเมงของคุณตาคุณยายทุกวันนี้ก็ยังเปิดขายปกติ เวลาออนกลับไปก็จะไปอุดหนุนที่ร้านนี้เสมอ เหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ของออนเลยล่ะค่ะ นั่นเลยเป็นความประทับใจแรกในฟุกุโอกะ แล้วที่นั่นมีสถาบัน YMCA ที่ออนอยากไปเรียนภาษาญีปุ่นที่นั่นอยู่แล้ว ฟุกุโอกะเลยเป็นจุดหมายปลายทางของออนค่ะ” รอยยิ้มและแววตาที่สดใสกลับมากอีกแล้ว

คุณยายเจ้าของร้านราเมงที่ฟุกุโอกะ ความประทับใจแรกที่เสมือนเป็นญาติผู้ใหญ่

“เวลาที่ออนได้เดินทางท่องเที่ยวในหลายๆ ที่ ออนคิดว่าการเดินทางมันให้อะไรกับเราบ้าง”

“ออนคิดว่าการเดินทางมันให้ประสบการณ์ที่ดีกับตัวเรานะคะ แต่ละแห่งที่เราได้ไปสัมผัสมีความแตกต่างกัน มันทำให้เราได้เรียนรู้ ทำให้เรามองโลกได้ชัดเจนขึ้น เราจะมองโลกเปลี่ยนไป ความคิดก็เปลี่ยนไปด้วย จากที่ออนเป็นคนที่ชอบหาประสบการณ์ใหม่ๆ ชอบได้เห็นโลก ได้เจออะไรใหม่ๆ เป็นอะไรที่ดีมาก อีกอย่างยังเป็นการชาร์จแบตให้กับชีวิตตัวเองด้วย อย่างเวลาที่ออนเดินทางท่องเที่ยวคนเดียว มันทำให้เราได้คิดทบทวน ได้อยู่กับตัวเราเองที่แท้จริง ทำให้รู้ว่าชีวิตเราต้องการอะไร

ที่ผ่านมาเราอาจจะลองผิดลองถูกมาหลายอย่าง ออนเคยทำงานในบริษัทนะ แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่แนวทางของเรา รู้สึกน่าเบื่อ พอมาได้ใช้ชีวิตแบบนี้ มันมีอิสระ การก้าวออกมาจากออฟฟิศมันทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น มองเห็นโอกาสมากขึ้น ทำให้ความคิดเราเปลี่ยนไปด้วย งานพริตตี้ที่ออนทำอยู่ตอนนี้มันก็ไม่ได้ยั่งยืน แต่มันเป็นการเปิดโอกาสให้เรามีมุมมองที่ต่างจากคนอื่น ต้องวางแผนชีวิตให้ดี การเรียนรู้มันไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ เลยค่ะ”

“พอเรียนจบคอร์สภาษาญี่ปุ่นแล้ว ออนตั้งใจจะทำอะไรต่อ ยังจะทำพริตตี้หรือจะเปลี่ยนแนว”

“งานพริตตี้ยังคงรับอยู่ค่ะ ถ้ายังมีคนจ้าง (หัวเราะ) จริงๆ แล้วออนอยากเป็นแอร์โฮสเตทค่ะ เป็นความตั้งใจมานานแล้ว แต่ถ้าเป็นไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ยังมีอะไรให้เราได้ทำอีกตั้งเยอะ บางคนพอผิดหวัง เสียใจ ก็ยอมแพ้ จมอยู่กับความทุกข์ ออนก็เคยมีความรู้สึกแบบนั้นนะ พอผ่านมาได้แล้ว มันทำให้จิตใจเราแข็งแกร่งมากขึ้นและเข้าใจโลกมากขึ้น จากนี้เหลือแค่โอกาสที่จะเข้ามา อยู่ที่ว่าเราจะคว้ามันเอาไว้รึเปล่าเท่านั้นเองค่ะ” รอยยิ้มเล็กๆ เริ่มเผยออกมา

“ออนอยากบอกว่า เส้นทางชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ที่เหมือนกันคือทุกคนมีชีวิตจิตใจ เราต้องให้โอกาสจิตใจเราได้พักผ่อน ได้รีสตาร์ทกันบ้าง ชีวิตเราได้พบกับความดีใจ เสียใจ ความผิดหวัง กับความรู้สึกอีกสารพัด ขออย่าได้ติดอยู่กับความทุกข์ อยากให้มองไปข้างหน้า ลองก้าวออกมา เส้นทางข้างหน้าเราไม่รู้ว่ามันจะมีอุปสรรคแค่ไหน ถ้าเราล้ม เราจะรู้ว่าล้มแล้วเจ็บยังไง มันจะสอนให้เราไม่ล้ม หรือถ้าจะล้มก็ต้องล้มให้เจ็บน้อยที่สุด ที่สำคัญจิตใจของเราต้องพร้อมรับเสมอ ลองเก็บกระเป๋าแล้วออกเดินทาง จะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงของเราอยู่ที่ไหน เอาไว้เรียนจบแล้วออนจะกลับมาอีกแน่นอนค่ะ คิดถึงกันบ้างนะคะ แค่ปีเดียวเอง”

แล้วจะคิดถึงออนเช่นกัน…

แทบไม่อยากเชื่อเลยว่า วันนี้จะได้พูดคุยกัน สนุกจริงๆ และนี่คือ “น้องออน อรอินทร์ วรรณมณีศิริ” สาวหน้าหวานที่หัวใจเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ขอให้ประสบความสำเร็จตามที่หวังเอาไว้นะ Humanroadjourney เป็นกำลังใจให้เสมอ

ติดตามน้องออนได้ที่อิสตราแกรม ornin_ppinkuu

Photo Credit IG:Ornin_ppinkuu

เรื่อง: Buddhi Humanroad

ข้อมูลโดย: Humanroadjourney
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์และท่องเที่ยว ไลฟ์สไตล์ ได้ที่ www.humanroadjourney.com

และติดตามได้ทางเฟสบุ๊ค www.facebook.com/humanroadjourney/

ชมภาพสวยๆ ทางอินสตาแกรมได้ที่ www.instagram.com/humanroadjourney

Facebook Comments